Home    About BM TRADA     News & Event     Service     Contact     Customer     BM TRADA Client Login Certificate Check
 
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player


 
ฺBRC Global Standard for Packaging and Packaging Materials
     
     The BRC/IOP Global Standard for Packaging & Packaging Materials Issue 4 is the latest in a series of standards published to conform to not only the necessity for consumer safety, but also the importance that packaging of a product plays over and above the traditional features of contain, preserve, protect and inform. 

The British Retail Consortium in conjunction with the Institute of Packaging published the first Standard in 2001. The objective of that Standard was, for the first time, to provide a common basis for the certification of companies providing packaging for own-branded food products.

Since then the BRC/IOP Standard has evolved from being food-only orientated to now encompassing the much wider area of packaging for consumer products. At each new issue the Standard has attempted to reflect changes in technology, manufacturing practice and consumer needs with the latest edition becoming active on 1 August 2011.

The new issue of the BRC/IOP Standard recognises two categories of operation:

High Hygiene Risk: ‘Packaging that comes into direct contact with food products 
(or other designated hygiene-sensitive products) Primary packaging used for food or other 
hygiene-sensitive products where there is no absolute barrier in place'

Low Hygiene Risk: ‘Packaging for consumer products and the secondary and tertiary packaging for all uses’.

The BRC/IOP Standard has six primary operational sections covering:

- Senior Management Commitment and Continual Improvement
- Hazard and Risk Management Systems
- Product Safety and Quality Management Systems
- Site Standards
- Product and Process Control
- Personnel


                                                                                                                                                 สนใจข้อมูลเพิ่มเติม  กดที่นี่
BRC Global Standard for Food Safety
     
BRC ย่อมาจากคำเต็มว่า The British Retail Consortium หรือ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแห่งสหราชอาณาจักร เป็นมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร (food safety) ที่เกิดจากการรวมกลุ่มขององค์กรค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น Tesco, Sainsbury's, Iceland Foods, Waitrose, Safeway, The Co-operative Group และ Asda Stores มาตรฐาน BRC ฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ 6 (issue 6) 

เหตุผลหลักในการจัดทำมาตรฐาน BRC คือการลดการซ้ำซ้อนจากการตรวจประเมินสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการส่งสินค้าให้กับองค์กรค้าปลีกในสหราชอาณาจักรที่ใช้ตราสินค้าของตน (house brand)

วัตถุประสงค์หลักของมาตรฐาน BRC คือ เป็นการระบุข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และคุณภาพที่ต้องมีการกระทำให้สอดคล้องสำหรับองค์กร ที่สามารถตรวจประเมินโดยบุคคลที่สาม ในการตรวจประเมินสถานประกอบการที่ต้องการแสดงความสอดคล้องกับมาตรฐาน
The British Retail Consortium (BRC) สอดคล้องกับระบบ HACCP

ส่วนประกอบหลักของ The British Retail Consortium (BRC)ประกอบด้วย 6 ส่วนหลักๆ ดังนี้

- HACCP system
- ระบบบริหารคุณภาพ (Quality Management System)
- มาตรฐานการควบคุมสภาพแวดล้อมของสถานประกอบการ (Factory Environment Standards)
- การควบคุมผลิตภัณฑ์ (Product Control)
                                               - กระบวนการ (Process Control)
                                               - บุคลากร (Personnel)

                                                                                                                    สนใจข้อมูลเพิ่มเติม  กดที่นี่

RSPO Standard : Roundtable on Sustainable Palm Oil
    

             เนื่องจากความต้องการใช้นำมันปาล์มของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในการใช้เพื่อเป็นพลังงานทดแทน ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกน้ำมันปาล์มอย่างกว้างขวางทั่วโลก เกิดการทำลายป่า สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ มีการเอารัดเอาเปรียบแรงงานและเกษตรกรรายย่อย ส่งผลกระทบต่อสังคมและชุมชนท้องถิ่น จนเกิดการต่อต้านน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำมันปาล์มขึ้นในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในยุโรป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายจึงริเริ่มโครงการ Roundtable on Sustainable Palm Oil หรือ RSPO ขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนทั่วโลก สมาชิกประกอบด้วย ผู้ปลูกปาล์ม ผู้สกัดน้ำมันปาล์ม ผู้ค้า ผู้ผลิตสินค้า โภคภัณฑ์ นักลงทุน และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ประเทศต่างๆ ทั่วดลกยึดถือปฏิบัติ แต่เนื่องจากแต่ละประเทศมีบริบททางสังคม เศรษฐกิจและ
การผลิตที่แตกต่างกัน ระบบ RSPO จึงเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศกำหนดหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดของตัวเองได้ โดยอยู่ภายใต้กรอบ RSPO ระดับสากล

RSPO ได้กำหนดหลักการ (Principles) 8 ข้อ และเกณฑ์กำหนด (Criteria) 39 ข้อ เพื่อเป็นกรอบสำหรับการผลิตปาล์มที่ยั่งยืน โดยกรอบคลุมถึงการบริหารจัดการและดำเนินงานด้านกฎหมาย ความเป็นไปได้ด้านเศรษฐกิจ ความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม และความเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยหลักการดังกล่าว ได้แก่

1. ความมุ่งมั่นให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
2. การปฏิบัติตามกฏหมายและระเบียบปฏิบัติ
3. การปฏิบัติตามแบบแผนในด้านเศรษฐกิจและการเงิน
4. การใช้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปลูกน้ำมันปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
5. ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
6. ความรับผิดชอบต่อบุคลากรและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ปลูกปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
7. ความรับผิดชอบต่อการพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ใหม่
8. การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมที่สำคัญ

                                                                                                                   สนใจข้อมูลเพิ่มเติม   กดที่นี่
ISO 50001:2011 Energy Management Syatem

            ISO 50001 เป็นระบบบริหารจัดการด้านพลังงาน เพื่อให้องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน

อุตสาหกรรม หรือบริษัทห้างร้านต่างๆสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดกรอบการ

บริหารจัดการด้านพลังงานขององค์กรโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมี

ประสิทธิภาพทั้งกับตัวองค์กรผู้นำระบบมาปฏิบัติใช้เองและขยายผลไปถึงผู้ส่งมอบขององค์กรนั้นๆ

ตลอดทั้ง Supply Chain  โดยแนวทางที่ใช้ในการร่างมาตรฐานฉบับนี้จะมุ่งเน้นให้ให้สอดคล้องกับ

ระบบบริหารจัดการที่มีอยู่เดิมไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ (ISO 9001)

มาตรฐานระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) คาดว่าทาง International

Organization for Standardization หรือที่เพื่อนๆรู้จักคุ้นเคยกันดีในชื่อย่อว่า ISO กำลังจะประกาศ

ใช้มาตรฐานฉบับนี้อย่างเป็นทางการ ประมาณกลางปี 2556 นี้

            หาก ISO 50001 ได้มีการนำไปปฏิบัติใช้ในกับระบบบริหารจัดการขององค์กรนอกจากจะ

เป็นการช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพลดต้นทุนอันไม่จำเป็นขององค์กรแล้ว ยังจะ

ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas; GHG) ออกสู่บรรยากาศ เพื่อบรรเทาผล

กระทบอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ไม่

น้อยเลยทีเดียว


                                                                                                                     สนใจข้อมูลเพิ่มเติม กดที่นี่

ISO 9001:2008 Quality Management
    ISO เป็นตัวย่อขององค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (Internatioanal Organization for Standardization ) ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ เป็นองค์กรที่ประกอบด้วยตัวแทนในแต่ละประเทศ รับผิดชอบในการจัดทำมาตรฐานสากลต่างๆ
 
    มาตรฐาน ISO9001:2008 ระบุข้อกำหนดที่จำเป็นในระบบบริหารคุณภาพ โดยมุ่งสร้างความพึงพอใจต่อลูกค้าอย่างเป็นระบบ มากกว่าการมุ่งเน้นทดสอบ ตรวจสอบในผลิตภัณฑ์หรือบริการด้วยการมุ่งส่งเสริมให้มีการนำเอาแนวทางการจัดการโดยมองแบบกระบวนการ

    โดยธรรมชาติแล้ว แต่ละองค์การธุรกิจย่อมประกอบขึ้นจากหลายๆ หน่วยงานที่มีกิจกรรมแตกต่างกันโดยดำเนินงานเชื่อมประสานสอดรับกันภายใต้กรอบวัตถุประสงค์เดียวกัน ด้วยกฎเกณฑ์ หรือกติกาในการทำงานอันเดียวกัน ดังนั้น องค์การที่มุ่งสู่การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผลย่อมต้องระบุชี้แต่ละกิจกรรมหรือกระบวนการย่อยๆ ทั้งหลายในองค์การอย่างชัดเจนและบริหารบรรดากระบวนการต่างๆ เหล่านี้อย่างมีประสิทธิผล เพราะสิ่งป้อนออก (ผลิตผล) จากกระบวนการหนึ่งอาจจะเป็นสิ่งป้อนเข้าให้แก่อีกกระบวนการหนึ่ง (ที่อยู่ถัดไปก็ได้) การระบุชี้กระบวนการและการบริหารกระบวนการทั้งหมดในองค์การอย่างเป็นระบบ รวมถึง การจัดการด้านปฏิสัมพันธ์อันเหมาะสมระหว่าง กระบวนการทั้งหลายภายในองค์การเช่นนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น "การจัดการด้านคุณภาพโดยการมองแบบกระบวนการ"หรือ  "Process approach to quality management"
 
การตัดสินใจในการประยุกต์ใช้ระบบ ISO9001:2008 อย่างจริงจัง สิ่งที่ท่านจะได้จากระบบมีดังนี้

1. ช่วยให้นักบริหาร มีมาตรการขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน และโครงสร้างในทางปฏิบัติ ช่วย
    ป้องกันข้อบกพร่อง และง่ายต่อการตรวจสอบผลงานตามนโยบายหรือแผนงาน ตลอดจนเป็น
    แนวทางให้ง่ายต่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

2. มีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ระบุนโยบาย วิธีปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ    
    ทำให้ง่ายต่อการปฏิบัติงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย สร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน เป็นรูปแบบที่
    เป็นรูปธรรม
 
3. เป็นเครื่องมือตรวจสอบในองค์กร ช่วยป้องกันมิให้นโยบายเป็นอัมพาตเนื่องจากขาดระบบรองรับ
 
4. มีระบบในการดักจับปัญหา มีระบบในการลดการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพิ่มการป้องกันหรือกำจัด
    ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อลดการเกิดปัญหาซ้ำซากและมุ่งสู่การปรับปรุงคุณภาพขององค์กร
 
5. ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาในการทำงาน ลดความบกพร่อง และจำนวนการผลิตสินค้าหรือบริการที่
   ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากข้อกำหนด ความต้องการ ความคาดหวังของลูกค้าจะถูกระบุพร้อมมี
    กระบวนการในการสร้างความเข้าใจในองค์กร
 
6. มีระบบในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดจำนวนแรงงาน จากที่มีระบบที่ทำให้บุคลากรทีมีพื้นฐานการ
    ศึกษาที่ไม่สูงนักก็ทำงานได้ดีไม่บกพร่อง
 
7. ขวัญกำลังใจในองค์กรสูงขึ้นเนื่องจากพนักงานทราบว่างานที่ต้องกระทำนั้นทำ
    อย่างไร พนักงานทราบว่าหัวหน้าและวัตถุประสงค์ของงานคืออะไร





                                                                                                                    สนใจข้อมูลเพิ่มเติม  กดที่นี่
ISO 14001:2004 Environmental Management

    ISO 14001:2004 คือ มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental management System) ซึ่งใช้เป็นแนวทางให้องค์กรหรือหน่วยงานสามารถจัดการระบบขององค์กรเพื่อให้บรรลุนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ ดังนั้นระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นระบบที่มีโครงสร้างหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ชัดเจนมีวิธีการ กระบวนการและทรัพยากรอย่างเพียงพอในการดำเนินการ ภายใต้หลักเกณฑ์ คือ การวางแผน (Planning) การนำแผนไปปฏิบัติ (Doing) การตรวจสอบ (Checking) และการ ทบทวน (Action)

    ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมหรือ ISO 14001:2004 จึงเป็นมาตรฐานสากลที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับทั้งในเชิงพาณิชย์และสังคม เนื่องจากการดำเนินการของระบบจะช่วยให้องค์กรสามารถวางนโยบายและวัตถุประสงค์ ข้อกำหนด กฎระเบียบต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงองค์กรสามารถควบคุมและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อันอาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดจนกระบวนการทำงานอื่น ๆ ได้ การที่องค์กรมีความมุ่งมั่นและนำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมหรือ ISO 14001:2004 มาใช้นั้น ก็จะทำให้องค์กรได้รับประโยชน์อย่างมากในฐานะที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับ องค์กรและสังคมภายนอก

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการนำระบบ ISO 14001:2004 ไปปฏิบัติ ได้แก่

1. องค์กรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ เนื่องจากจะทำให้องค์กรสามารถวางแผนการใช้ทรัพยากร และพลังงานให้น้อยลง และลดค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาและการบำบัดของเสียได้

2. ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะคู่ค้าหรือคู่แข่งทางการค้าที่มุ่งประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมควบคู่กับประเด็นคุณภาพอื่น ๆ

3. องค์กรจะเป็นที่ยอมรับและได้รับความเชื่อถือ ความไว้วางใจจากสังคม สถาบันและหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น เช่น เป็นที่เชื่อถือของสถาบันการเงินและเพิ่มความเชื่อมั่นสำหรับผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือผู้ลงทุน เป็นต้น

4. เกิดสัมพันธภาพอันดีต่อสังคมภายนอก เนื่องจากการผลิต การบริการขององค์กรไม่มีผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมภายนอกอื่น ๆ 

5. องค์กรสามารถสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีได้




                                                                                                                    สนใจข้อมูลเพิ่มเติม  กดที่นี่

OHSAS 18001:2007 Health and Safety Management

     OHSAS 18001:2007 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับระบบบริหารด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพซึ่งเป็นที่ ยอมรับ ในระดับสากล มาตรฐานนี้เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม ปี 2007 ซึ่งมีผลบังคับใช้แทน OHSAS 18001:1999 โดยมีจุด มุ่งหมายเพื่อประกาศข้อมูลด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ (OH&S) มากกว่าการแจ้งข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

     OHSAS 18001 ช่วยพัฒนาโครงสร้างการทำงานขององค์กรเพื่อการบริหารงาน ด้าน OH&S อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการปฏิบัติตาม ข้อกฎหมายที่ควบคุมกิจกรรมทางธุรกิจและระบุถึง อันตรายที่อาจเกิดขึ้น มาตรฐานนี้เหมาะสมกับองค์กรทุกแห่งที่ต้องการขจัดหรือ ลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับพนักงานและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่อาจ รับความเสี่ยงด้าน OH&S ที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร 

    องค์กรที่ดำเนินการตามมาตรฐาน OHSAS 18001 จะมีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจนซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อการพัฒนา พร้อมผลลัพธ์ที่วัดได้และการประเมินความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ 

   ประโยชน์ของการประยุกต์ใช้ระบบ  OHSAS 18001 คือ

   1. ความพึงพอใจของลูกค้า - จากการให้บริการผลิตภัณฑ์ ที่สนองความต้องการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมปกป้อง สุขภาพและทรัพย์สินของพวกเขา
 
   2. ลดต้นทุนในการดำเนินการ - โดยลดการสูญเสียเวลา ในการผลิตเนื่องจากอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย พร้อมลด ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเสียค่าธรรมเนียมและการชดเชยความ เสียหาย

   3. เพิ่มความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนร่วมกับผลประโยชน์ - โดย ปกป้องสุขภาพและทรัพย์สินของพนักงาน ลูกค้า และซัพพลายเออร์

   4. การปฏิบัติตามกฎหมาย - โดยการทำความเข้าใจว่ากฎข้อบังคับ ต่างๆ นั้นมีผลกระทบกับองค์กรและลูกค้าขององค์กร อย่างไร

   5. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง - ด้วยการระบุ อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นให้ชัดเจน และดำเนินมาตรการควบคุม และแก้ไขต่างๆ

   6. เป็นการรับรองทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือ - โดยการให้หน่วยงาน อิสระเป็นผู้ตรวจสอบรับรองกับมาตรฐานที่ผ่านการยอมรับ โอกาสในการสร้างลูกค้ามากขึ้น - โดยเฉพาะเมื่อลูกค้า ได้กำหนดเงื่อนไขในการจัดซื้อว่าจะต้องผ่านมาตรฐานใน ระดับหนึ่ง




                                                                                                                    สนใจข้อมูลเพิ่มเติม  กดที่นี่

ISO 22000:2005 Food Safety Management

        ISO 22000:2005 เป็นระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารในห่วงโซ่อาหาร โดยมาตรฐาน ISO 22000:2005 มีการกำหนดกรอบร่างของข้อกำหนดต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วโลก ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมอาหาร ตัวแทนขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ และจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ The Codex Alimentations Commission ที่ถูกจัดตั้งขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่าง The United Nations Food and Agriculture Organization (FAO) และ The World Health Organization (WHO) เพื่อที่จะพัฒนามาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

         การที่อาหารจะถึงมือผู้บริโภคนั้นต้องผ่านห่วงโซ่อาหาร "supply chains" ที่ซึ่งเป็นการติดต่อทำงานร่วมกันขององค์กรหลายประเภทตามลำดับ และโซ่อาหารนี้อาจจะยาวขึ้นในกรณีที่ผู้บริโภคอยู่ต่างประเทศ ถ้ามีปัญหาหรือจุดอ่อนหรือจุดวิกฤตในระหว่างโซ่อาหารอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ไม่ปลอดภัยและเป็นอันตรายต่อสุขภาพและถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นและมีอันตรายกับผู้บริโภคถึงขั้นร้ายแรง องค์กรภายในโซ่อาหารอาจต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก จากการที่อันตรายต่าง ๆ สามารถเข้าสู่อาหารได้ในทุกๆ ขั้นตอนของโซ่อาหาร การควบคุมที่พอเพียงตลอดทั้งโซ่อาหารจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความปลอดภัยของอาหารจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้ที่อยู่ในโซ่อาหารและต้องอาศัยความร่วมมือกันขององค์กรต่างๆภายในโซ่อาหารด้วย

ประโยชน์ที่ได้จากการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO 22000:2005 ประกอบด้วย:

1. ความพึงพอใจของลูกค้า - จากการให้บริการผลิตภัณฑ์ ที่สนองความต้องการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงคุณภาพ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎหมาย

2. ต้นทุนในการดำเนินการที่ลดลง - ผ่านการปรับปรุงกระบวน การอย่างต่อเนื่องเป็นผลให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

3. ประสิทธิภาพในการดำเนินการ - โดยการดำเนินโครงการ HACCP (ของ PRP และ OPRP) ซึ่งเป็นข้อกำหนดล่วงหน้า พร้อมปรัชญาการทำงานแบบ Plan-Do-Check-Act ของ ISO 9001 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารความ ปลอดภัยของอาหาร

4. สร้างเสริมความสัมพันธ์กับผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน - ได้แก่พนักงาน ลูกค้า และซัพพลายเออร์

5. การปฏิบัติตามกฎหมาย - โดยการทำความเข้าใจว่ากฎข้อบังคับ ต่างๆ นั้นมีผลกระทบกับองค์กรและลูกค้าขององค์กรอย่างไร พร้อมทดสอบการปฏิบัติตามกฎหมายผ่านการ ตรวจสอบภายในและการทบทวนการบริหาร

6. การจัดการความเสี่ยงที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น - ด้วยความเสมอต้นเสมอปลายและความสามารถในการ ติดตามผลิตภัณฑ์

7. เป็นการรับรองทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือ - โดยการให้หน่วยงาน อิสระเป็นผู้ตรวจสอบรับรองกับมาตรฐานที่ผ่านการยอมรับ

8. โอกาสในการสร้างลูกค้ามากขึ้น - โดยเฉพาะเมื่อลูกค้า ได้กำหนดเงื่อนไขในการจัดซื้อว่าจะต้องผ่านมาตรฐานใน ระดับหนึ่ง




                                                                                                                    สนใจข้อมูลเพิ่มเติม  กดที่นี่

HACCP

          Hazard Analysis and Critical Control Point หรือเรียกสั้นๆว่า HACCP หมายถึง ระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม ใช้เป็นเครื่องมือในการชี้เฉพาะเจาะจง, ประเมิน และ ควบคุมอันตรายทั้งอันตรายทางชีวภาพ เคมี และกายภาพ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหาร

          ระบบ HACCP ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากนานาประเทศถึงประสิทธิภาพ การประกันความปลอดภัย ของผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากระบบ HACCP เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมอันตราย ณ จุดหรือขั้นตอนการผลิตที่อันตราย เหล่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้น จึงสามารถประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุดท้าย หรือ การควบคุมคุณภาพที่ใช้กันอยู่เดิม ซึ่งมีความจำกัดของขนาดตัวอย่างที่สุ่ม นอกจากนั้นระบบ HACCP ยังมีศักยภาพในการระบุบริเวณหรือขั้นตอน การผลิตที่มีโอกาสเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ แม้ว่าจุดหรือในขั้นตอนดังกล่าว จะยังไม่เคยเกิดอันตรายมาก่อนซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงานใหม่
 
         ทำไมต้องใช้ระบบ HACCP
        
คณะกรรมการอาหารระหว่างประเทศ FAO/WHO หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า Codex ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2505 ได้พัฒนามาตรฐานอาหาร แนวทางและข้อแนะนำต่าง ๆ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และ เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค จากการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งในปัจจุบันองค์กรการค้าโลก (WTO)ได้ใช้เป็นหลักอ้างอิง ในการดำเนินการทางการค้าระหว่างประเทศ ในส่วนของการรับรองความปลอดภัยด้านสุขภาพของผู้บริโภค และ การคุ้มครองการกีดกันทางการค้า โดย Codex ได้ร่วมแนวทางในการประยุกต์ใช้ระบบ HACCP ขึ้น ปัจจุบัน HACCP ถูกใช้เป็นหลักอ้างอิงสำหรับผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร และ หน่วยงานควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจาก Codex ได้พัฒนาขึ้นโดยประเทศสมาชิก 160 ประเทศ ดังนั้นระบบคุณภาพ HACCP จึงได้มีการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ในการประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ

        ประโยชน์ของระบบ HACCP 

1. สร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยในการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร

2. เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหาร อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ลดจำนวนตัวอย่างที่ต้องสุ่มตรวจ
 
4. ลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์

5. อำนวยความสะดวกในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ

6. เพิ่มอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า


                                                                                                                    สนใจข้อมูลเพิ่มเติม  กดที่นี่

ISO 27001 Information Security Management

       ISO/IEC 27001:2005 (Information Security Management System: ISMS) เป็นมาตรฐานการจัดการข้อมูลที่มีความสำคัญเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อกำหนดต่างๆกำหนดขึ้นโดยองค์กรที่มีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ คือ ISO (The International Organization for Standardization) และ  IEC (The International Electrotechnical Commission) การประยุกต์ใช้ ISMS จะช่วยให้กิจกรรมทางธุรกิจต่อเนื่องไม่สะดุด
ช่วยป้องกันกระวนการทางธุรกิจจากภัยร้ายแรงต่างๆเช่น แผ่นดินไหว, วาตภัย, อุทกภัย ฯลฯ และ ความเสียหายของระบบข้อมูล โดยครอบคุม ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและทุกกลุ่มธุรกิจ

ISO/IEC27001:2005 หรือ ISMS หรือ Information Security Management System เป็นระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อ

1. Confidentiality ให้แน่ใจว่าข้อมูลต่างๆ สามารถเข้าถึงได้เฉพาะ ผู้ที่มี สิทธิที่จะเข้าเท่านั้น
 
2. Integrity ป้องกัน ให้ ข้อมูล มี ความถูกต้อง และความสมบูรณ์

3. Availability แน่ใจว่า ผู้ที่มี สิทธิ ในการเข้าถึงข้อมูล สามารถเข้าถึงได้เมื่อมีต้องการ

           หลักการของการออกแบบโครงสร้างระบบ ISO/IEC27001:2005 เป็นระบบพลวัตร
(Dynamic System) ซึ่งอ้างอิง รูปแบบ PDCA Model (Plan Do Check Action) ซึ่งเป็น
โครงสร้างเดียวกับ ระบบ การบริหารที่เป็นสากลที่ใช้กันทั่วโลก เช่น ระบบการจัดการคุณภาพ
(ISO 9001:2008), ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO14001:2004), ระบบการจัดการคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ (ISO/TS 16949), ระบบการจัดการจัดการคุณภาพสำหรับ
อุตสาหกรรมอาหาร (ISO 22000) ฯลฯ ซึ่งองค์ที่มีการประยุกต์ระบบการจัดการต่างๆนี้แล้ว
จะสามารถต่อยอดระบบ ISO/IEC27001:2005 ได้เร็วและง่ายขึ้น


 

 



                                                                                                                    สนใจข้อมูลเพิ่มเติม  กดที่นี่


 
 
Home      About Us      News & Event      Service      Contact      Job Opportunity      Client Login
Copyright © 2011 bmtradathai.com All rights reserved. Create by siammetal.net